“กับดักทองคำ ตัวฉกาจ กับการบริหารพอร์ตช่วงที่เหลือของปี !!”

  ……ต่อจากบทความฉบับที่แล้วที่เราได้ตั้งสมมติฐานไว้ 3 ลักษณะ เพื่อวางกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ก็น่าจะไม่ถึง 4 เดือนดีแล้ว…. กับไม้ตายสำคัญของเฟด คือ QE Tapering จะเกิดขึ้นหรือไม่ในปีนี้ ? ท่ามกลางการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลต้าไปทั่วโลก  และเหตุที่นักลงทุนต่างให้ความสนใจกับ QE Tapering ขนาดนี้ !! ก็คงตอบได้เลยว่า นับตั้งแต่กระแสการจะทำ QE Tapering เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทองคำก็ไม่เคยทำ New High สูงกว่า 2075 อีกเลย แต่กลับปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และผู้เขียนก็เชื่อว่าน่าจะมีนักลงทุนบางส่วนเริ่มหวั่นใจกันบ้างแล้วว่า ทองคำยังคงเป็นเทรนด์ขาขึ้นอยู่อีกหรือไม่ ??

    ….. นี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับการทำ QE Tapering ของสหรัฐ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2013 ทำเอาตลาดหุ้น S&P500 ร่วงลง 4-6% ขณะที่ Emerging Market ร่วงราว 18% สำหรับทองคำเองก็ได้รับกระทบเช่นกัน Gold Spot ไม่สามารถกลับขึ้นมาทรงตัวเหนือฐาน 1572 แต่กลับปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่เทรนด์ขาลง และทำระดับต่ำสุดราว ๆ $1042 ในปี 2015 จึงไม่แปลกใจนัก ที่นักลงทุนจะยังคงกลัวผลกระทบเมื่อ QE Tapering มาถึง!! ….

     เฟดเหลือการประชุมเพื่อกำหนดนโยบายการเงินอีก เพียง 3 ครั้งเท่านั้น คือ เดือนกันยา พฤศจิกา และเดือน ธันวา และด้วยเหตุที่กระแส QE Tapering ถือได้กว่าเป็นกับดัก ราคาทอง ตัวฉกาจ !!  ที่ถูกระบุไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว FED ก็จำเป็นที่จะต้องลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ และเป็นเหตุให้ปีนี้เกือบตลอดปี Gold Spot ไม่เกิด New High อีกเลยนับตั้งแต่ 2075 ในวันที่ 2 สิงหา 2020 ประกอบกับการคาดการณ์ของตลาดที่ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าเฟดจะต้องทำ QE Tapering ในช่วงปลายปี บ้างก็ระบุไว้ว่าอาจจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในการประชุม FOMC เดือน พ.ย.64 และจะเริ่มตั้งแต่ ธ.ค.64 เป็นต้นไป แม้กระทั่ง Goldman Sachs ก็มีการปรับประมาณการณ์ทำนองเดียวกันคือคาดว่า QE Tapering จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.จากเดิม 25% เป็น 45% แต่อย่าลิมนะค่ะว่าการคาดการณ์ล่วงหน้ายิ่งนักลงทุนให้ความเชื่อมั่นมากเท่าไหร่ ก็ย่อมเป็นผลดีกับตลาดมากเท่านั้น หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ๆ  กล่าวคือการคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็นไกล์ไลน์ ให้ตลาดพยายามจำลองสถานการณ์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ยิ่งบ่อยครั้ง และนานวันเข้าก็จะเป็นการลดทอนความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่มีต่อตลาดได้มากขึ้นเท่านั้น จึงคาดว่าโอกาสที่ทองคำจะเหวี่ยงตัวแรง ๆ หากเป็นไปตามคาดนั้นย่อมน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับการทำ Tapering ในรอบปี 2013 เว้นแต่สถานการณ์จริงจะเกิดตรงกันข้ามกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 

        การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการของนายเจโรม พาวเวล ที่ Jackson Hole  ก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก โดยก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้น นักลงทุนก็กังวลไปต่าง ๆ นา ๆ บางส่วนก็เชื่อว่าเฟดน่าจะส่งสัญญาณ QE Tapering ในรอบนี้ ขณะที่บางส่วนก็มองว่าอาจจะเริ่มส่งสัญญาณในการประชุมเฟดเดือน ก.ย. แต่การคาดการณ์ทั้ง 2 ก็ให้ผลเชิงลบต่อทองคำทั้งสิ้นเพียงแต่มากน้อยต่างกันตามแต่ระยะเวลาใกล้ไกล ผลลัพธ์ที่ได้คือ ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ทองคำค่อนข้างผันผวน แรงขายมากกว่าแรงซื้อ และ Gold Spot ก็ร่วงลงตามคำกล่าวที่ว่า QE Tapering อาจเกิดขึ้นในสิ้นปีนี้ ราวๆเกือบ 20 เหรียญ ก่อนจะกลับตัวขึ้นมาเกือบ 2 เท่า คือ 38 เหรียญอย่างรวดเร็ว ด้วยคำทิ้งท้ายที่ว่า  นักลงทุนไม่ควรตีความการจะเริ่มโครงการซื้อพันธบัตร เป็นสัญญาณว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะตามมาในไม่ช้า “จังหวะเวลาและจังหวะของการลดการซื้อสินทรัพย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสัญญาณโดยตรงเกี่ยวกับระยะเวลาของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เรียกได้ว่าเป็นคำพูดที่ดักคอ ผลลบสืบเนื่องด้านลบได้อย่างอยู่หมัดเลยทีเดียว ราคาทองที่ปรับตัวลงไม่มาก ก็เพราะการคาดการณ์ล่วงหน้าช่วยลดความตื่นตะหนก แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดหวังกับการดักคอเรื่องอัตราดอกเบี้ย กลับสร้างแรงเหวี่ยงของราคาให้กลับมาเป็นบวกได้มากกว่า ….

    จากสถานการณ์ข้างต้นก็เชื่อว่าสมมติฐานที่เราเคยตั้งไว้ว่า หากเฟดทำ QE Tapering ในสิ้นปีนี้ตามตลาดคาด ทองจะไม่น่าเกิด New Low แต่จะย่อตัวเพื่อขึ้นต่อเนื่อง เป้าหมาย 1896/1970 ก็ยังมีความเป็นไปได้ โดยที่กรอบแนวฐานนั้นควรจะขยับขึ้นจาก 1675 มาเป็น 1768-1808 แทน และไม่ควรต่ำกว่านี้อีก ในทางกลับหากมีเหตุปัจจัยใดที่ทำให้ QE Tapering ถูกเลื่อนออกไป ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้กรอบแนวต้านขยับสูงขึ้นอีกก็เป็นได้ค๊า ซึ่งเป็นเช่นนั้นผู้เขียนจะขอกล่าวในฉบับถัดไปนะค๊า… ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองส่วนตัวเพียงด้านหนึ่งของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณค่ะ..