…..ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งไตรมาสแรก ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยหลัก ที่คอยปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมของเฟดที่มีต่อตลาดการเงินแทบทุกภาคส่วน ทั้งตลาดหุ้น คริปโต ค่าเงิน พันธบัตร หรือแม้กระทั่งตลาดสินเชื่อก็ทำเอาไขว้เขว่กันพอสมควรเลยทีเดียว ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต มักเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นเสมอว่า เงินเฟ้อมาทองคำขึ้น ดอกเบี้ยพุ่ง ทองก็ร่วง แต่ 2 สิ่งนี้กลับเกิดควบคู่บู้บี้กันมาตลอด เพราะเงินเฟ้อดันเป็นเหตุ ให้เกิดการพยายามปรับนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการประกาศว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุม Expectation Inflation ไม่ให้พุ่งเกิดกว่าเหตุ ก่อนจะตามมาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามแผน หรือมากกว่าแผน หากเจ้าตัวการอย่างเงินเฟ้อดันดื้อดึงขึ้นทะยานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีท่าทีจะแผ้วเลย จนนำมาสู่มาตรการดึงเงินออกจากระบบเศรษฐกิจแบบ QT หรือ หรือให้เข้าใจง่ายอีกหน่อยคือ การลด Balance Sheet ลงในที่สุด แต่ถ้าโลกของการลงทุนมองเพียงแค่ 2 ปัจจัยนี้เท่านั้นคงตอบได้ชัดว่า เอาหล่ะ ขายเถอะเดี๋ยวทองคำก็คงลง เพราะเป้าหมายหลักของเฟดคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ราคา และ การจ้างงานอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ….. หากจบด้วยประโยคนี้คงเดาได้วาท้ายที่สุดแล้ว อาหารที่ทองคำชอบ อย่างเงินเฟ้อ ก็คงต้องหายวับไปกับตาในที่สุด..

            ในโลกของการลงทุน มีปัจจัยที่เกิดขึ้นมากมาย เข้า ๆ ออกๆ เพื่อมาสร้างความสับสนให้กับการลงทุนอย่างน่าปวดหัว ปัจจุบันตลาดทองคำ ถือเป็นตลาดใหญ่ ครอง Market Cap อันดับ 1 มีมูลค่ามากถึง $11.59 Trillion  กลุ่มนักลงทุนมีความหลากหลาย ตั้งแต่ธนาคารกลางระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน Hedge Fund เรื่อยมาจนมาถึง บุคคลทั่วไปทั้งพนักงานประจำและอาชีพอิสระ ดังนั้นปัจจัยที่จะนำมาพิจารณาเพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน หรือ แนวโน้มความน่าจะเป็นของทองคำต้องมีผลกระทบในวงกว้าง ข่าวลวง ข่าวหลอก หรือข่าวเล็กข่าวน้อย ย่อมไม่ใช่เหตุผลหลักในการปรับเปลี่ยนแนวโน้มทองคำได้อย่างง่ายๆ …..

        เดิมที่ Theme การลงทุนปี 2021 เป็นปีแห่งการอุบัติใหม่ของ Covid 19 เกิดการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Shock อันเป็นผลมาจากการ Lockdown หลายภาคธุรกิจทั่วโลก แค่จุดนี้ เราก็จะพบว่าโลกอยู่ในความเสี่ยง และทองคำก็ยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ใดๆได้เลยหลังจากนั้น จนขั้นตอนการแก้ไขคือ FED ปรับลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนอัดฉีดเงินเข้าระบบแบบ Unlimited มากกว่า QE 1-2-3 รวมกันเสียอีก Balance Sheet โตมากกว่าเท่าครึ่ง รวมถึงธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกก็กระทำเช่นเดียวกับเฟด ตามน้ำหนักของผลกระทบที่ได้รับ จะเห็นได้ว่าตลอดทั้งปี 2021 Theme แทบจะไม่เห็นปัจจัยใหญ่ใดๆที่ให้ผลเชิงลบต่อทองคำเลย นอกจากปัจจัยลบเล็กๆ ที่ทำให้เกิดแรง Take Profit แต่สุดท้ายก็กลับตัวบวกต่อตามปัจจัยพื้นฐานใหญ่ที่เข้ามาเพิ่มน้ำหนักกระตุ้นขาขึ้นของทองคำเป็นระยะ 

         ขณะที่ Theme การลงทุนปี 2022 กลับไม่ง่ายเช่นนั้น อย่างที่ทราบกันดี เงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนทองด้านบวก ขณะที่การเร่งใช้นโยบายการเงินเข้มงวดของเฟดกลับเป็นปัจจัยด้านลบที่ดูเหมือนว่าต้องบดขยี้กันพอสมควร 2 ปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่แบรไต๋แน่ชัดแล้วว่ายังคงเกิดขึ้นอยู่ และจะเกิดขึ้นแน่ๆในอนาคต แต่มีอีก 1 ปัจจัยที่ยังคงคลุมเคลือ แต่สร้างความกังวลให้กับโลกการลงทุนได้ไม่น้อยเลย คือ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างยูเครน และ รัสเซีย ที่หลายฝ่ายให้ความกังวลว่านี่จะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ ? แต่ส่วนตัวผู้เขียนยังเชื่อว่า การปะทะที่จะใช้อาวุธสงครามกันจริงนั้นไม่น่าเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่หากเป็นสงครามเย็น เช่น มาตรการคว่ำบาตร โดดเดี่ยวทางการค้าก็ไม่แน่ จึงทำให้การคาดหวังกรอบเป้าหมายด้านบนของปีนี้ไม่สูงเท่าปีที่ผ่านมา จริงอยู่ดูเหมือนความขัดแย้งจะกลับมาปะทุอีกครั้งตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่นั่นคือความยืดเยื้อที่ไม่เคยสิ้นสุดเลยตั้ง แต่ที่ยูเครนแยกตัวเป็นเอกราชภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 และพยายามผลักดันประ เทศเข้าเป็นสมาชิกของ NATO ให้จงได้ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ว่า ปี 2008 NATO ได้ให้สัญญากับยูเครนว่า วันหนึ่งยูเครนจะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO อย่างเต็มตัว ซึ่งได้สร้างความกังวลอย่างมากให้รัสเซียเสมอมา (เพราะพันธะสัญญาข้อหนึ่งของนาโต้ระบุไว้ว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งใดถูกรุกรานจากประเทศนอกกลุ่ม ประเทศอื่นๆ ในกลุ่มจะต้องร่วมมือร่วมใจกันตอบโต้ ซึ่งสหรัฐก็เป็นสมาชิกของ NATO ด้วย อย่าลืมนะค่ะว่า สหรัฐเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัสเซียมานาน คล้ายๆกับจีนที่สหรัฐทำระส่ำทั้งกีดกันค้า คว่ำบาตร ตั้งกำแพงภาษีมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง) และหากกางแผนที่ดูจะพบว่ายูเครนเปรียบเสมือนหลังบ้านของรัสเซีย เป็นจุดยุทธ์ศาสตร์สำคัญที่จะทำให้ยุโรปตะวันตกเข้าประชิดรัสเซีย และรัสเซียสามารถเข้าประชิดยุโรปตะวันตกได้เช่นกัน ขณะที่ประเทศอื่นรายรอบรัสเซียที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต อย่าง เอสโตเนีย ลัทเวีย ลิทัวเนียก็เป็นสมาชิกของ NATO ไปแล้ว และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมรัสเซียถึงแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิก NATO รวมถึงเรียกร้องให้ NATO ยุติความเคลื่อนไหวทางการทหาร การติดตั้งระบบอาวุธในยุโรปตะวันออก และยุติการซ้อมรบใด ๆ ใกล้ชายแดนรัสเซีย ขณะที่ความสำคัญของรัสเซียก็มีอยู่ไม่น้อย รัสเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกพลัง งานเชื้อเพลิงมหาศาลไปยังเยอรมนี ผ่าน North Stream 1-2 และเยอรมนี เป็นศูนย์กลางกระจายพลังงานไปยังยูโรปอีกต่อหนึ่ง (พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเป็นหลัก) หากสหรัฐจะอาสาเป็น Supply หลักแทนรัสเซีย ด้วยระยะทางที่ไกลกว่า เยอรมนีก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่า ความเสี่ยงสูงกว่าโดยใช่เหตุ ขณะที่รัสเซียเองก็อยากทำการค้าขายเพราะรายได้หลักของประเทศก็มาจากการขายพลังงานเชื้อเพลิง มาถึงจุดนี้หากสถานการณ์ไม่บีบคั้นมากนักก็ยังไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ต้องรบกันตอนนี้

ด้วยสหรัฐเอง ปัญหาที่ลุมเร้าในปัจจุบันจากอัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะ 7.5% ก็ต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ลด Balance Sheet กันแทบแย่ ดัง นั้นหากจะให้เกิดสงคราม ตอนนี้ เพื่อจะผลักรา คาน้ำมันขึ้นไปอีก คงไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เว้นแต่สร้างกระแสความขัดแย้ง ป่วนตลาดเการเงิน หรือ หาเรื่องคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อสกัดอะไรบางอย่าง ก็ไม่แน่ จึงยังเชื่อว่าปัญหานี้จะยังคงยืดเยื้อ และทำให้สบายใจไปอีกเปาะหนึ่งว่า แม้ปีนี้จะเป็น Theme ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ลด Balance Sheet ของเฟดก็ จะไม่ทำให้แนวโน้ม ทองคำโดนหักเหเปลี่ยนเป็นขาลงเหมือนเช่นเคยเกิดในปี 2013 เทรนด์ขาขึ้นในกรอบ Handle Cup ยังคงมีความสมบูรณ์ เช่นภาพที่เคยนำเสนอในบท ความที่ผ่านมา ดังนั้นภาพรวมรายปียังคงไม่หนีห่างจากระดับเดิมที่ให้ไว้ คือ 1698-2010 เพิ่มเติมคือความ เป็นไปได้ของกรอบด้านบนเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นตามปัจจัยที่เกินกว่าคาดในข้างต้นทั้งอัตราเงินเฟ้อ ความขัดแย้งระ หว่างรัสเซีย-ยูเครน และการเร่งตัวของการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดของเฟด แต่เมื่อทั้ง 3 ปัจจัยมาถัวเฉลี่ยในเวลาไล่เลี่ยกัน ภาพระยะกลาง-ยาว จึงให้แนวโน้มบวกมากว่าลบจึงถือว่าสมเหตุสมผลพอควร หากปักษ์นี้ยังไม่ Break 1921 ขึ้นไปเสียก่อนก็เชื่อว่าจะมีแนวให้สะสมกันใหม่อีกครั้งบริเวณ 1802/1755 ก็เป็นได้ ..