สำหรับปัจจัยที่น่าจับตาในเดือนนี้ มี อยู่ 4 เรื่องหลักคือ

  1. ผลการประชุม FOMC / BOE
  2. สื่อสหรัฐเตือน 9 พ.ค.ควรระวังรัสเซียประกาศเผด็จศึกยูเครนเต็มรูปแบบ
  3.  อัตราเงินเฟ้อ / ราคาน้ำมัน
  4. ความพยายามจะเข้านาโต้ของฟินแลนด์ สวีเดน จะเป็นชนวนใหม่หรือไม่

         เดือนนี้ถือว่าเป็นเดือนสำคัญที่สุดของเฟดเลยก็ว่าได้ในเริ่มตัดสินใจที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบ Aggressive ที่สุดเท่าที่นายเจโรม พาวเวล เคยกระทำมา คือ 0.50% หรือ 0.75% ซึ่งตลาดส่วนใหญ่ยังคาดการณ์และให้น้ำหนักไปที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในรอบนี้ และหากจะมีการเปิดเผยแผนการลด Balance Sheet ตลาดยังคงเชื่อว่าเฟดจะเริ่มปรับลดที่ระดับ $95 bn ต่อเดือน โดยแบ่งออกเป็น Treasuries เดือนละ $65 bn  และ MBS เดือนละ $30 Bn ถือเป็นระดับที่มากกว่าที่เฟดเคยกระทำรอบที่แล้วเพียง $50 bn ต่อเดือน และส่วนสำคัญอีกส่วนที่จะทำให้ตลาดอาจมีความผันผวนมากขึ้นทั้งในด้านลบและด้านบวก คือเฟดจะมีท่าทีเพิ่มเติมอย่างไรต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีก 2-3 ครั้งหลังจากนี้ เพราะอย่าลิมนะค่ะว่าตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงระดับที่ราคาอาหาร และ พลังงานยังคงปรับตัวในแดนสูง แม้ว่าจะยังไม่พบ New High ที่สูงกว่าเดือนมีนาที่ $126.49 ต่อบาร์เรล แต่ตราบใดที่สงครามรัสเซีย และยูเครนยังไม่จบก็ยังไม่อาจประมาทได้ และ เชื่อว่าเฟดจะยังยกให้สถานการณ์ในยูเครนเป็นความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนอาจพลิกกลับนโยบายของเฟดไปมาได้ไม่ยากเช่นกัน นอกเหนือจากนโยบายของเฟดแล้วยังมี BOE ที่จ่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1% และตลาดยังคาดว่า BOE จะเริ่มลด Balance Sheet ในเร็วๆนี้อีกด้วย ปัจจับัน Gold Spot ณ วันที่ 4 พฤษภาคม ช่วงเวลา 12.00 Gold Spot อยู่ที่ระดับ 1866 ก่อนล่วงหน้า 1 วันลงมา Test 1852-48 เรียบร้อยแล้ว ถือว่าเค้าเตรียมพร้อมที่จะรับข่าวเฟดรอบนี้เต็มที่ กล่าวโดยสรุป หาก เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.50% คาดว่า Spot ตรงแนวดังกล่าวดังกล่าวรับได้ แต่จะรีบาวน์ด้ไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเฟดจะเลือกลด Balance Sheet เดือนนี้ หรือเดือนหน้า หากปรับลด Balance Sheet  เดือนนี้เลย ประกอบกับการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราเดอกเบี้ยแบบ Aggressive มากขึ้นในการประชุมอีก 2 ครั้งถัดไป ก็ชื่อว่าแนว 1852-45 อาจรับไว้ไม่อยู่ ควรระวังการ Panic Sell ต่อเนื่อง กรณีที่ผลการประชุมเฟดอยู่ในเกณฑ์ที่ตลาดคาด 1852-45 จะกลายเป็นแนวฐาน ช่วงต้นเดือนที่แข็งแกร่งมากพอที่จะไปเตรียม BET ว่ารัสเซียจะมีการโจมตียูเครนแบบเต็มรูปแบบในวันที่ 9 พ.ค. หรือก่อนหรือหลังวันดังกล่าว แบบที่ทางสหรัฐ และ อังกฤษเคยเตือนไว้ก่อนหน้าหรือหน้าไม่ เพราะหนึ่งในเป้าหมายการโจมตียูเครนรอบนี้คือมุ่งทำลายนีโอนาซีให้สิ้นซาก สำหรับความคืบหน้าของรัสเซียฟส 1 คือ ยึดน่านฟ้ายูเครน โจมตีคลังอาวุธ แหล่งลำลียงสเบียง ทำลายสาธารณูปโภคสำเร็จ ก็เดินหน้าเฟส 2 อย่างต่อเนื่องคือ พยายามเชื่อมต่อดินแดนดอนบาสกับแหลมไครเมีย โดยบุกยึด มาลิอูโปล และกำลังเดินหน้าต่อในโอเดสซา ระหว่างทางก็ประกาศบังคับสกุลเงินรูเบิลเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในเมืองเคอร์สันที่สามารถยึดได้เกือบ 100% สร้างความวิตกต่อเมืองอื่นๆที่รัสเซียเข้ายึดว่าจะประกาศแบบนี้อีกหรือไม่ เป้าหมายที่สำคัญอีกประการคือการปิดทางออกทางทะเลอาซอฟ และ ทะเลดำ แบบ 100% จะสร้างความปั่นป่วนต่อราคาสินค้าในอนาคตได้อีกมากน้อยแค่ไหน และนั้นอาจหมายถึงชัยชนะในเฟส 2 ก่อนที่จะต้องติดตามกันต่อว่า เฟส 3 นั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ หากจะเกิดต่อไปอีกส่วนที่เหลือก็ไม่พ้นฝั่งตะวันตก และ เมืองหลวง ที่ดูเหมือนไม่ง่ายนัก และสามารถสร้างความยืดเยื้อได้พอสมควร เพราะสหรัฐเองก็พยายามเติมเชื้อไฟ ทั้งสนับสนุนทั้ง งบประมาณ และ อาวุธ อย่างไม่ขาดสาย หากพิจารณาจากราคาน้ำมัน ณ ปัจจับันที่เหวี่ยงในกรอบแคบไม่ค่อยเป็นใจสนับสนุนทองคำในด้านบวกในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเท่าไหร่ แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญาณดังกล่าวจะเป็นสัญญาณการสิ้นสุดของสงครามแต่อย่างใด แต่เหตุผลหลักอาจเป็นเพราะ 1.เมืองสำคัญในจีนอย่างเซียงไฮ้ และ หลายเมือง Lockdown อย่างต่อเนื่องจาก นโยบาย Zero Covid ทำให้ปริมาณการใช้พลังงานลดลงตามาด้วยเช่นกัน ประการที่ 2 คือ ประเทศสมาชิก ของฝั่งยุโรปเริ่มแตกเสียงดอดไปแอบเปิดบัญชีสกุลเงินรูเบิลเพื่อชำระค่าแก๊ซมากถึง 14 ประเทศ ถือว่าเกือบครึ่งจากก่อนหน้านี้ที่แข็งขันยืนกรานไม่ยอมชำระค่าก๊าซตามเงือนไขใหม่ของรัสเซียโดยเด็ดขาด ส่วนนี้ก็ถือเป็นการบรรเทาผลกระทบการขาดแคลนพลังงานในยุโรปช่วงสั้น ๆ ได้อีกระดับ จึงพอสมเหตุสมผลให้ราคาน้ำมันไม่ค่อยหวือหวานัก แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะได้กลับมาเห็นความผันผวนของราคาพลังงานเป็นแน่ สุดท้ายแล้วยังคงต้องตามกันต่อว่าความพยายามของโปจะเข้านาโต้ของฟินแลนด์ สวีเดน จะเป็นชนวนใหม่หรือไม่..อ่านต่อกลยุทธ์หน้า 2

โอกาสความเป็นไปได้ของ Gold Spot…

       CASE 1: ยังคงเป็นไปได้ = เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.5% แต่เลือกลด Balance Sheet เดือนหน้า/ปริมาณตามตลาดคาด นโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบถัดไปยังไม่ชัดเจน โอกาสมี 0.75% ยังคงเลือนลาง เชื่อว่า Spot แถว 1852-45 ยังคงรับอยู่ เพื่อกลับมาเล่นรอบรีบาวน์ 1908/1930 หรือ 1958-62 ขึ้นอยู่กับว่ารัสเซียจะประกาศสงครามเต็มรูปแบบตามคำเตือนสหรัฐ หรือเดินหน้าเฟส 3 ต่อหรือไม่ จนทำให้ราคาพลังงานกลับมาสวิงกรอบบนอย่างมีนัยสำตัญอีกครั้ง ก็เชื่อว่าเป้าหมายดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้ แม้เทคนิครายเดือนขณะนี้จะไม่สวยนักก็ตาม

       CASE 2: ยังมีความเป็นไปได้ = เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.5% + ลด Balance Sheet เดือนนี้ ปริมาณตามตลาดคาด แต่แนวทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเดือนถัดไปมีความแข็งกร้าวน้อยลง  ยังคงต้องเฝ้าระวัง Gold Spot แถวๆ 1845 หากไม่หลุด ก็เชื่อว่ายังเข้าลงทุนลุ้นกรอบแนวต้านตาม Case 1 แต่นำหนักการขึ้นจะน้อยกว่า หากสถานการณ์ยูเครนเท่ากัน

        CASE 3: ยังมีความเป็นไปได้ แต่น้อย = นโยบายเฟด Aggressive มากว่าคาด ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มดอกเบี้ย 0.75% รอบนี้ หรือ 0.50% รอบนี้ แต่ส่งสัญญาณ 0.75% ในเดือนหน้า + ลด Balance Sheet ทันที เชื่อว่าแนวฐาน 1848 รับไม่อยู่ และอาจไหลลงต่อ เป้าหมาย 1833 / 1793-82 / 1750ขึ้นอยู่กับว่า สถานการณ์ในยูเครนจะเบาลงหรือไม่ หากเบาลงอย่างเห็นได้ชัด เชื่อว่าเป้าหมายทั้ง 3 ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่หากสถานการณ์ในยูเครนยังคงแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีเหตการณ์อันใดผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นทั้งจากมาตรการคว่ำบาตร หรือแบนพลังงาน อื่นๆ ก็แล้วแต่ ก็อาจจำเป็นต้องเข้าซื้อสะสมตามแนวรับ

       CASE 4: เป็นไปได้น้อยมากที่สุด = สงครามรัสเซีย-ยูเครน บานปลาย เสี่ยงให้สหรัฐ นาโต้เข้าร่วมวงสงครามโดยตรง หรือมีชนวนอื่นๆ ปะทุเพิ่มเติมเช่น ทะเลจีนใต้ สหรัฐ-จีน หาจุด Follow Buy เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ   (ชนวนใหม่ ฟินแลนด์ สวีเดน หรืออื่นๆยังคงต้องติดตาม)

 ทั้งนี้หากมีปัจจัยที่นอกเหนือจาก CASE เบื้องต้นค่อยพิจารณาหน้างาน

ปัจจัยทางเทคนิค : ทองคำอยู่ในอาณาเขต Handle Cup

    ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องจากความคาดหวังว่าเฟดจะใช้ยาแรงปรับขึน อัตราดอกเบี้ย 0.5% สู่ระดับ 0.75% ซึ่งต่างจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่อยู่ระดับ 0.50% พอสมควร จึงไม่แปลกที่จะเกิดกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศหาอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า แม้ว่าในระยะสั้นอาจจะมีปรับตัวแข็งค่าได้บ้างจากนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยว 1 พ.ค. เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปแต่ก็ยังอยู่ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด 19  ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นผลักดันต้นทุนการผลิต และอัตราเงินเฟ้อให้ขยับสูงขึ้น ส่วนนี้ยังเป็นผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าในระยะกลาง และ ยาวได้อย่างต่อเนื่อง โยเฉพาะหากเฟดยังใช้นยายที่แข็งกร้าวเพิ่มขึ้นต่อไปอีกเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 40 ปี

โดย แนวต้าน ของค่าเงินบาทรายเดือน   34.48 / 34.89 / 35.05
และ แนวรับ ของค่าเงินบาทรายเดือน   34.05 / 33.78 / 33.26